พระพุทธองค์ทรงเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท หรือวงจรกลไกการเกิดและการดับของความคิด ซึ่งเป็น
เหตุแห่งทุกข์ ซึ่งก็คือ อริยสัจใหญ่นั่นเอง
ปฏิจจสมุปบาทยังเป็นการอธิบายถึง การเกิด-ดับของสิ่งทั้งหลาย ว่าเป็นไปตามเหตุและปัจจัย ไม่ใช่เกิดขึ้นมาโดดๆ โดยไร้สาเหตุ หรือมีผู้สร้างแต่อย่างใด
เมื่อเหตุพร้อม ผลย่อมเกิดตามมา และทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตามเหตุและปัจจัย ไม่มีความคงทนถาวรหรือความเป็นอัตตาตัวตน ที่ยั่งยืนอยู่ตลอดกาล จึงเกี่ยวเนื่องให้เห็นสามัญญลักษณะหรือไตรลักษณ์
นอกจากนี้
ปฏิจจสมุปบาทยังเป็นขบวนการ ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังการทำงาน ของอายตนะ ๖ และขันธ์ ๕ ตลอดถึงการเกิดขึ้นของอัตตา และความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดขึ้น ของความคิดปรุงแต่งที่เข้าข้างตนเอง หลงตนเอง เช่นที่พระองค์ทรงสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรดังนี้ว่า
ทุกข์เกิด(หรือดับ)จากสิ่งที่รับรู้
ผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อายตนะ ๖)
ด้วยประสาทวิญญาณทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (วิญญาณ ๖)
ดังนั้น เมื่อเกิดการสัมผัส (ผัสสะ)
ให้เกิดความรู้สึก (เวทนา)
ด้วยความหมายรู้จำได้ (สัญญา)
หากเป็นไปด้วยความหมายรู้
ด้วยความลำเอียงเข้าข้างตนเอง (สัญญเจตนา)
ย่อมก่อให้เกิดความอยาก(ตัณหา)
นำไปสู่การตรึกวิตกกังวล (วิตก)
มีผลให้เกิดการตรองครุ่นคิด (วิจาร)
ทำให้เป็นทุกข์เพราะคิดเพื่อหวังผลประโยชน์ ให้กับอัตตาตัวตน
(บางตอนของข้อธรรมของท่านอาจารย์ โกวิทย์ เขมานันทะ)