Recent Posts

คอยรู้ทัน ความรู้สึกของตัวเอง


          หายใจไว้ หายใจไป รู้สึกตัวไป ฝึกรู้สึกตัวให้มากๆ แต่ไม่เกร็ง การถาวนาไม่มีอะไรมากหรอก ฝึกให้ใจมันตื่นขึ้นมา"รู้เนื้อรู้ตัว โดยไม่ได้เจตนา ไม่ได้บังคับ" รู้ตัวไปสบาย ๆ แล้วก็ดูกายมันทำงาน ดูใจมันทำงาน ดูใจได้ก็ดูใจไปเลย

          ที่จริงการดูจิตดูใจไม่ใช่เรื่องยาก เด็กเล็กๆ มันก็ทำได้ อย่างบางบ้านพอขึ้นรถก็เปิดซีดีหลวงพ่อ แล้วก็ขับรถไป ลูกก็อยู่ในรถด้วย คิดจะฟังเอง พอขับรถไปแล้วคนขับรถปาดหน้า โมโห ตัวเองไม่เห็นว่าตัวเองโมโห ลูกก็บอก โกรธแล้วแม่ เด็กมันดู(จิต)เป็นแล้ว ดูกระทั่งดูของแม่ก็ออก งั้นการดูจิตดูใจไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องธรรมดาๆ ไม่ต้องคิดมาก ว่าทำยังไงจะดูจิตได้

          หลวงพ่อเคยคิดมากนะ ตอนไปเจอหลวงปู่ดูลย์ครั้งแรก ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ ท่านสอนให้ดูจิต ท่านถามว่า เข้าใจมั้ย บอกว่า เข้าใจ พอลาท่านไปขึ้นรถไฟ พอรถไฟเคลื่อนนะ นึกขึ้นได้ว่า จิตเป็นยังไง ก็ไม่รู้ จิตอยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้ จะเอาอะไรไปดู ก็ไม่รู้ จะดูยังไง ก็ไม่รู้ รวมแล้วไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับจิต นี่คิดมากไปนะ พวกวิเคราะห์มากไป

          ที่จริง(การดูจิต) ง่ายๆ ความรู้สึกของเราเป็นยังไง คอยรู้ทันความรู้สึกของตัวเอง ตามรู้ไปเรื่อยๆ

หลักของการดูจิต มี ๓ ข้อ

          ข้อที่ ๑. ให้ความรู้สึกเกิด แล้วค่อยรู้ ให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้เอา อย่างมีความสุขเกิดขึ้น มีความสุขเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว แล้วก็รู้ว่า อ้อ มีความสุขแล้ว เวลามีความทุกข์เกิดขึ้น ก็รู้ว่า อ้อ มีความทุกข์แล้ว มีคำว่า "แล้ว"ด้วย ถ้าดูจิตนี่ จะมีคำว่า"แล้ว" มันดูตามหลังไปติดๆ ไปเรื่อยๆ โลภขึ้นมา รู้ว่า โอ้ โลภแล้ว อยากแล้ว โกรธขึ้นมา ก็(รู้ว่า)โกรธแล้ว เนี่ย ให้ความรู้สึกมันเกิดก่อน หรือใจลอยไปแล้ว ก็รู้ว่าใจลอย มีคำว่าแล้วด้วยใจลอยไปแล้วนะ

          ตอน(หลวงพ่อ)สอนใหม่ๆ บางคนมาโจมตีหลวงพ่อนะ ว่าใช้ไม่ได้วิธีดูจิต ไม่เป็นปัจจุบัน ทำไมไม่เป็นปัจจุบัน ? ไม่มีคำว่า "กำลัง" กำลังโลภ กำลังโกรธ ทำไมไม่รู้ ทำไมไปโกรธแล้ว โลภแล้ว ถึงจะรู้ คนไม่ได้เรียนก็อย่างนั้นแหละ ถ้าเรียนมาก็จะไม่สงสัย

          การดูกายเนี่ย ไม่เหมือนการดูจิต ถ้าดูกายเนี่ย ดูกายที่เป็นปัจจุบันจริงๆ ถึงเรียกว่า"ปัจจุบันขณะ" อย่างขณะนี้กำลังเคลื่อนไหว มีคำว่า "กำลัง" กำลังหายใจออก กำลังหายใจเข้า กำลังยืน กำลังเดินกำลังนั่ง กำลังนอน

          แต่ดูจิตเนี่ย ดูปัจจุบันขณะไม่ได้ ไม่มีใครดูได้หรอก (ดูจิต)เขาเรียกว่า"ปัจจุบันสันตติ" คือสืบต่อกับปัจจุบัน หมายถึงว่ามันเกิดสภาวะขึ้นมาแล้ว แล้วมีจิตอีกดวงหนึ่งมารู้ทันว่าเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น

          ทำไม(ดูจิต) ไม่สามารถรู้เป็นปัจจุบันขณะแบบที่รู้รูปได้ ? ธรรมชาติของจิตรู้อารมณ์ได้ครั้งละอย่างเดียว อย่างเวลาจิตมันไปรู้รูปเนี่ย มันรู้ได้(ว่า)รูป"กำลัง"เคลื่อนไหว มันรู้ได้

          แต่เวลาความรู้สึกนึกคิดทางใจเกิดขึ้นเนี่ย มันมีอารมณ์คือผัสสะ อารมณ์มันคือสิ่งที่มากระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

          อย่างเวลาเราขับรถอยู่ คนมาปาดหน้าเรา อารมณ์ของจิตดวงนี้นะ คือไอ้คนที่ปาดหน้า แล้วจิตก็โกรธขึ้นมา เราไม่สามารถรู้จิตที่กำลังโกรธได้ เพราะขณะนั้น เรามัวแต่รู้ไอ้คนที่ปาดหน้าเรา จิตมันรู้อารมณ์ได้อันเดียว ครั้งละอย่างเดียว

          แล้วในขณะที่โทสะเกิด เนี่ย จิตเป็นอกุศล สติจะเกิดไม่ได้ นี่ก็เป็นกฎของธรรมะ เป็นธรรมนิยามอีกข้อหนึ่ง คือ กุศล กับอกุศลจะไม่เกิดร่วมกัน งั้นในขณะที่กิเลสเกิดเนี่ย เราจะบอก "กำลังโกรธ" อย่างนี้ภาวนาไม่เป็น จิตในโกรธไปก่อน แล้วมีจิตดวงใหม่ซึ่งเป็นกุศลนะ มีสติ มีสมาธิ ขึ้นมาไปรู้ว่าจิตดวงที่พึ่งดับไปสดๆร้อนๆนั้น โกรธ งั้นการดูจิตนะ มันจะดูตามไปเรื่อยๆ เรียก ตามรู้(จิต)เนืองๆ ในสติปัฏฐานท่านก็ใช้คำนี้ "ตามเห็นเนืองๆ ซึ่งจิต" ตามเห็นไป

          แต่เวลาดูกายนะ ร่างกายยืนอยู่ ก็รู้ชัดว่ายืนอยู่ เห็นมั้ย ดีกรีไม่เท่ากันนะ ร่างกายเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่าเดินอยู่ แต่พอดูจิต ตามเห็นเนืองๆ ซึ่งจิต ตามเห็นไป ไม่เหมือนกัน งั้นใครจะมาบอกว่า ดูจิต เป็นปัจจุบันขณะ มันดูไม่เป็นหรอก make (ทำ)เอาเอง.. มั่ว!

          งั้นหลักของการดูจิต  ข้อแรก ก็คือ ให้ความรู้สึกเกิดก่อน แล้วค่อยรู้เอา

          นี้บางคนก็งง บอกให้ดูจิต แล้วทำไมไปบอกให้ดูความรู้สึก (เพราะ)จิตไม่มีรูปร่างให้ดู (จิต)ไม่มีอะไรให้ดูเลย จิตนี้ว่างเปล่าโดยตัวของมันเอง (จิต)มันเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ งั้นตัวมันนี้ว่างไม่มีอะไรเลย แต่ว่าจิตมีความพิศดาร มีจิตชนิดนั้นชนิดนี้เนี่ย เพราะ"เจตสิก" หรือสภาวธรรมที่เกิดร่วมกับจิต อย่างจิตโกรธเนี่ย ก็คือตัวจิตซึ่งเป็นตัวรู้ ไปรวมเข้ากับอารมณ์โกรธ/ความรู้สึกโกรธ งั้นความโกรธกับจิตนี่คนละอันกัน แต่เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน

          งั้นเวลาเราดูจิตเนี่ย ถ้าไปดูจิตตรงๆ เราจะไม่เห็นจิต เราจะดู(จิต)ผ่านความรู้สึกที่เกิดร่วมกับจิต(เจตสิก) ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกดี ความรู้สึกชั่ว โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ อะไรเหล่านี้ เกิดร่วมกับจิต มันจะทำให้เราสามารถจำแนกจิตได้ว่า จิตชนิดนี้เป็นกุศล เพราะมันเกิดร่วมกับเจตสิกที่เป็นกุศล จิตชนิดนี้เป็นอกุศล เกิดร่วมกับโลภ โกรธ หลง เวลา"ความหลง"เกิดเนี่ย ความหลง เกิดเดี่ยวๆได้ แต่เวลาความโลภ หรือความโกรธเกิดเนี่ย จะต้องเกิดร่วมกับความหลง ถ้าไม่หลงจะไม่โลภ ถ้าไม่หลงจะไม่โกรธ หลงเนี่ย ตัวหัวโจกของกิเลส  งั้นอย่างเรารู้สึกตัว มีสติอยู่เนี่ย จะไม่มีกิเลส มีไม่ได้

          งั้นเวลาเราตามดูจิตนะ ให้ความรู้สึกทั้งหลายมันเกิด แล้วเราค่อยรู้ เราก็จะรู้ว่า โอ้ จิตตอนนี้โลภ จิตตอนนี้โกรธ ตะกี้นี้ จิตตะกี้นี้โลภ จิตตะกี้นี้ฟุ้งซ่าน จิตตะกี้ใจลอย แต่จิตที่รู้ว่า จิตตะกี้ใจลอย จิตดวงนี้มีสติ ไม่ใช่จิตที่ใจลอย แต่เป็นจิตที่เป็นกุศล เนี่ย หลักข้อที่หนึ่ง ของการดูจิตนะ ก็คือ ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยดู ค่อยรู้ ตามรู้ไปติดๆ

          แต่ถ้าเมื่อวานโกรธ วันนี้รู้ ใช้ไม่ได้นะ ไม่ใช่ปัจจุบันสันตติ ไม่สืบเนื่องกับปัจจุบัน มันหลุดโลกไปแล้ว คนละวันแล้ว ใช้ไม่ได้ หรือเมื่อเช้าโกรธ แล้วตอนนี้พึ่งรู้ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ กำลังโกรธนี่นะ กำลังโกรธอยู่แหละ แล้วก็เกิดจิตอีกดวงหนึ่งเฉลียวใจว่า เฮ้ย! มันโกรธนี่ มันโกรธไปแล้วนี่ อย่างนี้ใช้ได้

          การดูจิตไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆ ก็ดูได้ ขณะนี้ สุข หรือทุกข์ รู้มั้ย ? สงสัยมั้ย ขณะนี้สุข หรือทุกข์ ? ถ้าไม่คิดมากมันรู้ได้ทุกคนแหละ ไอ้พวกคิดมากก็ยากนาน เอ๊ะ สุข หรือทุกข์หว่า มันอยู่ตรงไหน จะดูตรงไหนดี ไม่ได้กินหรอก อย่างตอนนี้สบายใจ รู้สึกมั้ย สบายใจ ? ก็รู้ว่าสบายใจ รู้ไปเรื่อยๆ สังเกตมั้ย
ความสบายใจเริ่มลดระดับลง ค่อยๆ ลดๆ ลดลง เฉยๆแล้วตอนนี้ ใจไม่ได้สบายแล้ว เนี่ย ดูจิต ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร ทำไมสบายใจไม่ดับทันที ? จิตที่สบายใจมี ๒ อย่าง

          สบายใจที่เจือด้วยโลภะ เจือด้วยโลภ ถ้าสบายใจที่เจือด้วยโลภเนี่ย มีความสุขที่เจือด้วยโลภนะ
สติระลึกปั๊บ ดับปั๊บเลย ถ้าความสบายใจ ที่จิตมันเป็นกุศล มีความสุข ไม่จำเป็นต้องดับปั๊บ แต่ว่าแสดงไตรลักษณ์ตลอด ขึ้นๆ ลงๆ มากบ้างน้อยบ้าง

          แต่ถ้าความไม่สบายใจ ความไม่สบายใจเนี่ยเป็นโทสะ ถ้าสบายใจเนี่ย มีทั้งกุศล ทั้งอกุศล แต่ไม่สบายใจเนี่ย มีแต่อกุศลอย่างเดียว คือเป็นจิตที่มีโทสะ

          งั้นเวลาเรากลุ้มใจเนี่ย มีสติระลึกรู้ว่ากลุ้มใจ ความกลุ้มใจจะดับทันที ไอ้ที่ไม่ดับเพราะไปคิดซ้ำ
ไปคิดเรื่องที่กลุ้มใจซ้ำ มันก็วนเวียนกลับเข้ามาใหม่ มันเกิดใหม่ ไม่ใช่มันไม่ดับ (อกุศล)มันดับทันที ที่เรามีสติ แต่พอเราคิดเรื่องเดิม ความรู้สึกเดิมๆ มันก็กลับมาอีก มีโทสะขึ้นมาใหม่

          เวลาดูจิตนะไม่ใช่เรื่องยาก "ง่ายแสนง่าย" ใครๆ ก็ดูเป็น ขณะนี้มีความสุข หรือขณะนี้มีความทุกข์ หรือขณะนี้เฉยๆ ไม่สุข-ไม่ทุกข์ ขณะนี้ จิตเป็นกุศล เช่น มีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีปัญญา หรือขณะนี้ จิตเป็นอกุศล มีโลภ โกรธ หลง จิตโกรธ รู้จักจิตโกรธมั้ย ? ใครไม่เคยรู้จักว่าโกรธเป็นยังไง มีมั้ย ? โรคจิตล่ะนะ ถ้าไม่เคยรู้จักเลยว่าโกรธเป็นยังไง โลภเป็นยังไง รู้จักมั้ย ? อยากโน้นอยากนี้ รู้จักมั้ย ? เห็นอะไรก็อยากได้ เห็นเมียชาวบ้านยังอยากได้เลย เห็นสามีชาวบ้านก็อยากได้ เดี๋ยวนี้เสมอภาค ผู้หญิงเขาก็เห็นผู้ชายเป็นดอกไม้ริมทางเหมือนกัน เชยชมแล้วก็ทิ้งนะ เนี่ย!บางคนขำ รู้สึกมั้ย ? ขำ.. ความรู้สึกขำ มันแทรกเข้ามาในใจเรา ดูไปซิ! เที่ยงหรือไม่เที่ยง เห็นมั้ยว่า ความขำ หายไปแล้ว ไม่เที่ยง เห็นมั้ย ? ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นมานะ แล้วรู้เฉยๆ รู้แบบ สบายๆ

          กฎข้อที่ ๒. (ของการดูจิต) ก็คือ.. ดูสบายๆ ดูห่างๆ ดูแบบไม่มีส่วนได้เสีย ดูแบบคนวงนอก
เหมือนเราไปดูเขาแข่งบอล

          หลวงพ่อเนี่ยดูการแข่งขัน เกมส์ทั้งหลายเนี่ย ไม่สนุกเลย ไม่เคยสนุกเลยนะ ดูเขาแข่งบอล ก็อย่างงั้นๆแหละ  เลยไม่ต้องอดนอนไปดูหรอกนะ เพราะไม่เคยรู้สึกสนุกเลย เราไม่อิน มันสนุกเพราะอินนะ
ต้องอินกับลุ้นข้างนี้ อะไรอย่างนี้ อย่างเราลุ้นนักมวยคนนี้ แหม มันก็ถูกชกบ่อยเหลือเกิน หงุดหงิด ทำไมไม่ชกอย่างนี้ล่ะๆ สอนเหยงเลยนะอยู่ข้างเวที ให้มันขึ้นไปชกเอง มันก็ตายคาที่เลยในนาทีเดียวนั้นแหละ
งั้นดู ดูแบบคนวงนอก

          คนวงนอกมันจะเห็นอะไรชัด อย่างนักมวยขึ้นไปชกด้วยตัวเองนะ มันจะดูทางมวยฝ่ายตรงข้ามลำบาก งั้นพี่เลี้ยงมันจะคอยบอก เฮ้ย คนนี้มันเก่งอย่างนี้นะ ต้องแก้อย่างนี้ อะไรอย่างนี้ คนนอกมันจะดูง่ายกว่าคนที่เข้าไปคลุก

          เหมือนเราวิ่งอยู่ในสนามบอลอย่างนี้นะ เราจะดูอะไรยาก เราดูบนอัฒจันทร์เราจะรู้หมดเลย ไอ้ตัวนั้นมันไปดักอยู่โน่นแล้วโน่น เดี๋ยวพักพวกมันจะต้องโยนลูกบอลไปทางโน้น อะไรอย่างนี้ ดูอยู่ห่างๆ มันจะเห็น

          การดูจิตก็เหมือนกัน "ดู ห่างๆ ดูแบบคนวงนอก" ถ้าดูแบบคนข้ามถนน แถวเยาวราชตอนกลางวันเนี่ย ดูอะไรไม่รู้เรื่องหรอก มันเห็นแต่รถมาเฉี่ยวไปเฉี่ยวมานะ ถ้าดูอยู่บนตึกนี้จะเห็นรถวิ่งไปวิ่งมา (ดูจิต) ดูห่างๆนะ ดูเหมือนคนอยู่บนตึกข้างถนนมองลงมาที่ถนน ดูห่างๆ เหมือนเราอยู่บนบก เห็นสิ่งต่างๆ ผ่านไปในน้ำ ดูอย่างนั้น เราจะเห็นทุกอย่างชัด เห็นทุกอย่างตรงความเป็นจริง ได้มากกว่ากระโดดลงไป อย่างคนกระโดดลงไปในน้ำ เห็นอะไรไม่ชัดหรอกนะ นี่กฎข้อที่ ๒. ของการดูจิตนะ
(ดูห่างๆ อย่างคนวงนอก- อย่าถลำลงไปดู)

          ดูจิตข้อที่ ๑. ก็คือ ให้ความรู้สึกเกิดก่อน แล้วค่อยรู้ ตามรู้ไปเรื่อยๆ ตามรู้เร็วๆ อย่าตามรู้ โกรธเมื่อวานวันนี้รู้ ใช้ไม่ได้

          (ดูจิต)ข้อที่ ๒. ระหว่างรู้ ดูแบบ ห่างๆ อย่ากระโจนลงไป อย่าถลำลงไป

          งั้นอย่างเวลาเรารู้ ร่างกายหายใจออก หายใจเข้านะ บางทีใจเราไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ อย่างนี้ใจเราถลำไป เราดูความสุข ใจเราไหลไปอยู่ในความสุข เวลาดูความทุกข์ ใจก็ไหลไปรวมกับความทุกข์
อย่างนั้นใช้ไม่ได้

          เราจะต้องเห็นว่า ความสุข ความทุกข์ ก็ส่วนหนึ่ง จิตที่เป็นคนรู้ก็ส่วนหนึ่ง มันแยกกันนะ กุศลก็เป็นส่วนหนึ่ง จิตที่รู้กุศล ก็เป็นส่วนหนึ่ง โลภ โกรธ หลง ก็เป็นส่วนหนึ่ง จิตที่รู้โลภ โกรธ หลง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แยกกันอยู่ มันแยกขันธ์ อย่างนี้เรียกว่า "แยกขันธ์ได้ ถึงจะเจริญปัญญาได้"

          ถ้าขันธ์ไปรวมกัน จิตไหลเข้าไปรวมกันกับสุข จิตไหลไปรวมกันกับทุกข์ จิตไหลไปรวมกับดี จิตไหลไปรวมกับโลภ โกรธ หลง ทำวิปัสสนาไม่ได้/เจริญปัญญาไม่ได้ ต้องแยกขันธ์ออกมา!

          งั้นระหว่างที่เราเห็นสภาวะในใจเราเนี่ย ใจเราเป็นคนดูอยู่ต่างหาก แยกออกมาเห็นความรู้สึกทั้งหลายถูกรู้-ถูกดู ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนี่กฎ(การดูจิต)ข้อที่สองนะ "เป็นคนดูอยู่ห่างๆ " แต่ต้องระวังนิดนึง
การเป็นคนดูอยู่ห่างๆนั้น บางคนทำผิด คือไปดึงจิตให้ห่างออกมา หรือไปดันอารมณ์ให้ห่างออกไป
มันทำได้นะ ถ้าจงใจให้(จิต)ห่าง(จากอารมณ์) ด้วยวิธีดึงจิตออกมา หรือจงใจให้ห่างจากอารมณ์ ด้วยการดันอารมณ์ออกไป ใช้ไม่ได้! ใช้ไม่ได้! เป็นการเข้าไปแทรกแซงสภาวะ

          เราจะต้องฝึกจนจิตมันตื่นขึ้นมา คอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิด คอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิดนะ จิตมันจะตื่นขึ้นมาเป็นคนดู ตรงนี้ที่หลวงพ่อสอนเมื่อวาน "พยายามรู้ทันจิตที่ไหลไปคิดนะ จิตมันจะตื่นมาเป็นคนดู" แล้วเวลาเราดูจิตจริงๆเนี่ย เราจะดูห่างๆได้ เราจะเห็นความรู้สึกมันผ่านมาผ่านไป ใจเราเป็นแค่คนดู เหมือนเรายืนอยู่บนบกแล้วเห็นสิ่งต่างๆ ผ่านไปในน้ำ งั้นเราจะต้องฝึกนะ "เพื่อจะให้ใจเราถอนตัวออกมาเป็นคนดู"

          วิธีฝึกก็คือ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันเวลาจิตมันไหลไป มันจะไหลไป เช่น เรารู้ลมหายใจเข้า-ออก บางทีจิตไหลไปอยู่ที่ลม เคลื่อนไปอยู่ที่ลม หรือรู้ลมหายใจเข้า-ออก บางทีจิตไหลไปคิดเรื่องอื่นเนี่ย ให้รู้ทันเข้าไป

          พอเรารู้ทัน จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา ไม่ไหลแล้ว แล้วจิตมันจะตั้งมั่น โดยไม่ได้เจตนาตั้งมั่น ต้องตั้งมั่น โดยไม่เจตนาตั้งมั่นนะ ถึงจะใช้ได้

          ถ้าเจตนา(ทำ)จิตตั้งมั่น เนี่ยใจจะแข็งทื่อๆอยู่ทั้งวันเลย แล้วบอกภาวนาอยู่ทั้งวัน ที่จริงโง่ โง่อยู่ทั้งวันเลยไปบังคับตัวเองจนเครียด โดยไม่มีสาระแก่นสาร งั้นเราภาวนาแล้วใจเราแข็งทื่ออยู่ทั้งวัน ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้เรื่อง! ต้องทำเสียงอย่างนี้ด้วยนะ เพื่อให้เห็นว่า ไม่ได้เรื่องจริงๆเลย งั้นอย่าให้ใจแข็งทื่อ

          ไปฝึกนะ วิธีทีฝึกที่จะให้ใจเป็นคนดู แล้วแยกกับอารมณ์ได้ ไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันใจที่ไหลไปไหลมา ไหลไปหาตัวอารมณ์นั้น ก็รู้ เช่นไหลไปหาลมหายใจ ก็รู้ ไหลออกไปคิดเรื่องอื่น ก็รู้ ให้รู้อย่างนี้เรื่อยๆ เราจะทำการดูจิตข้อที่ ๒ ได้ คือระหว่างดูจิตนะ ดูแบบคนวงนอก ดูห่างๆ ดูด้วยใจที่สบาย เห็นหมากัดกันอยู่ข้างนอก เราดูอยู่ห่างๆนี่ บางคนกระโดดลงไปกัดกับหมา ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้นนะ พอกิเลสเกิดเนี่ย กระโดดใส่เลย อันนั้นเรียกว่ากระโดดลงไปกัดกับหมาแล้วไม่ได้ดูหมากัดกัน

          กฎข้อที่ ๑. ให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้

          กฎข้อที่ ๒. รู้ แบบคนวงนอก ดูอยู่ห่างๆ

          กฎข้อที่ ๓. ก็คือ รู้แล้วไม่แทรกแซง เห็นสภาวะแล้วไม่แทรกแซง อย่างเรามีความสุขเกิดขึ้นเนี่ย ใจมันเกิดพอใจขึ้นมา ให้รู้ทัน ถ้าไม่พอใจในความสุขที่เกิดขึ้น มันจะอยากให้ความสุขอยู่นานๆ
แล้วพอความสุขหายไป มันจะเสียดาย แล้วมันก็จะดิ้นรนอยากให้ความสุขกลับมาอีก เนี่ยจิตจะทำงานอุตลุดไปหมดเลย

          แต่ถ้าเรามีความสุข เรารู้ว่ามีความสุข  ชอบใจ นี่เรายินดีพอใจในความสุข รู้ว่าพอใจ แล้วจะไม่ติดความสุข ความสุขจะตั้งอยู่ หรือความสุขจะดับไป จิตจะไม่ทุรนทุราย จิตจะไม่หิวโหย

          งั้นเราจะต้องดูแบบไม่เข้าไปแทรกแซง ดูแบบไม่ยินดียินร้าย แต่เราห้ามจิตยินดียินร้ายไม่ได้
"เพราะจิตเป็นอนัตตา" เพราะฉะนั้นบางที พอรู้สภาวะอย่างนี้ อย่างความสุข หรือจิตเป็นกุศลขึ้น อย่างนี้เรายินดีพอใจ จิตสงบ สบาย ทำกรรมฐานนะจิตดี จิตดี จิตสุข จิตสงบ เราชอบ ห้ามไม่ได้ที่จิตจะชอบ เพราะจิตเป็นอนัตตา มันชอบให้เรารู้ว่าชอบ เท่านั้นเอง ตามรู้ลงปัจจุบันไป รู้ว่าจิตขณะนี้มันชอบ รู้เข้าไป
ถ้าไม่รู้ มันจะยินดีพอใจ

          หรือเวลาที่มันกระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจ กระทบอารมณ์ที่เป็นทุกข์ หรือกระทบอารมณ์ที่มีกิเลส
อย่างเราบางคนมีโทสะเกิดขึ้นเนี่ย จิตมีกิเลสมีโทสะนะ เราไปเห็นจิตมีโทสะนะ เราก็ยิ่งโมโหใหญ่
ว่าทำไมมันแก่โมโหนักวะ ทำไมขี้โมโหนักวะ เมื่อไหร่มันจะเลิก เมื่อไหร่ความโกรธนี้มันจะดับ เนี่ยมันมีโมโห ซ้อนโมโหเข้าไป มีโกรธซ้อนโกรธเข้าไปอีก คือมันมีความยินร้ายเกิดขึ้น

          งั้นเวลาที่เรารู้สภาวะทั้งหลายแล้วนะ เราตามรู้ไปเรื่อยเห็นสภาวะ เห็น(สภาวะ)อยู่ห่างๆแล้วเนี่ย ถ้าจิตเกิดยินดี ให้รู้ทัน ถ้าจิตเกิดยินร้าย ให้รู้ทัน

          เมื่อเรารู้ทันความยินดีของจิต มันจะดับเอง เมื่อเรารู้ทันความยินร้ายของจิต มันก็ดับเอง จิตก็จะเป็นกลาง เราก็จะสามารถเห็น สภาวะทั้งหลายเกิดดับหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู
ไม่ไหลตามไป ไม่ถลำ ในกฎข้อที่สอง คือจิตที่ตั้งมั่น ในกฎข้อที่สาม ก็คือ(จิต)เป็นกลาง

          ที่หลวงพ่อสอน *** ให้มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่น และเป็นกลาง ***

          รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ถ้ารู้ใจ ก็ให้ความรู้สึกเกิดก่อน แล้วค่อยรู้

          รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ก็คือ ไม่ถลำลงไปรู้ ดูอยู่ห่างๆ ดูแบบคนวงนอก แต่ห่างๆ แบบสบายนะ ไม่ได้ห่างแบบเคร่งเครียด แล้วดูแบบเป็นกลาง ก็คือ ถ้ามันยินดี ให้รู้ทัน ถ้ามันยินร้าย ให้รู้ทัน ความยินดียินร้ายจะดับโดยอัตโนมัติ ดับเอง ไม่ต้องไปดับมัน เราก็จะได้หลักที่หลวงพ่อสอนนะ

          "มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่น และเป็นกลาง"

          ถ้ารู้กายเนี่ย รู้เดี๋ยวนี้(ปัจจุบันขณะ) กำลังเคลื่อนไหว กำลังหายใจ กำลังยืน เดิน นั่ง นอน

          ถ้าดูจิต (ปัจจุบันสันตติ) สุขแล้ว ทุกข์แล้ว โลภแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว ฟุ้งซ่านแล้ว หดหู่แล้ว
(ดูจิต)ตามดูนะ

          ระหว่างดู เหมือนกันทั้งกายและใจ ดูห่างๆ ดูด้วยจิตที่ตั้งมั่นอยู่ต่างหาก

          ดูกายก็ กายอยู่ส่วนนึง จิตอยู่ส่วนนึง เห็นความสุข-ทุกข์ ความสุข-ทุกข์ อยู่ส่วนนึง จิตอยู่ส่วนนึงเป็นคนดู เห็นกุศล-อกุศลเกิดขึ้น กุศล-อกุศลเป็นส่วนนึง จิตเป็นคนดู

          อันนี้ข้อที่สอง(ดูกายกับดูจิต)นี่เหมือนกัน ข้อที่หนึ่งเนี่ยจะต่างกัน ข้อที่หนึ่งของกายเนี่ย ดูไปเลย ดูได้เลย แต่ดูจิต ให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยดู

          กฎข้อที่สองเนี่ย ใช้ได้ทั้งกายทั้งจิต หมายถึงว่า เวลาดูกาย ก็ดูแบบคนวงนอก เวลาดูจิต ก็ดูแบบคนวงนอก

          กฎข้อที่สามก็ใช้ทั้งกายทั้งใจ ก็คือ ถ้าเห็นร่างกายมันสบาย หายใจแล้วมันสบาย มีความสุขในร่างกาย มันพอใจ หรือไปดูหน้าตัวเอง อุ้ย สวยจังเลย อันนี้ลืมไม่ได้มีสติหรอก(เพราะ)เห็นหน้าตัวเองสวย รู้สึกปลื้มอกปลื้มใจมีความสุข เผลอเพลินไปอย่างนี้ อย่างนี้ใช้ไม่ได้

          ถ้าเวลาดูกายนะ ดูเหมือนดูคนอื่น กวาดบ้านอยู่เนี่ย เหมือนเห็นคนอื่นกวาดบ้าน เราเป็นคนดู
ซักผ้า เหมือนเห็นคนอื่นซักผ้า เราเป็นคนดู ขับรถอยู่ เหมือนเห็นคนอื่นขับรถ เราเป็นคนดู เนี่ยเราเป็นคนดูอยู่ต่างหาก ค่อยๆฝึกนะ ใจมันจะถอนออกมา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช